สังคมไทย กับการใช้ชีวิตผู้คนที่เปลี่ยนไป หลังโควิด-19

สังคมไทย กับการใช้ชีวิตผู้คนที่เปลี่ยนไป หลังโควิด-19

สังคมไทย กับการใช้ชีวิตผู้คนที่เปลี่ยนไป หลังโควิด-19 ปัจจุบันสังคมไทยต้องเจอ วิกฤตโควิด-19 ซึ่งมีผลด้านเศรษฐกิจ สังคม พฤติกรรมของผู้คน วิถีชีวิตของคน การจับจ่ายใช้สอย การบริโภค การไปทำงาน การใช้บริการขนส่งสารธารณะ การเดินทาง การท่องเที่ยว แม้กระทั่งการเข้าไปใช้ในสถานรักษาพยาบาล หลังโควิด-19 มีผลกับทุกคนไม่ใช่เฉพาะธุรกิจ สถาบันการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ แต่วิถีชีวิตของคนที่จะต้องเปลี่ยนไป

แม้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังต้องคงมาตรการเดิม สิ่งที่ต้องทำในยุคนี้ ก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ที่จะการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เพื่อลดผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมาเป็นลูกโซ่

ทั้งนี้ หากย้อนดูพฤติกรรมด้านสังคมที่เปลี่ยนไปของคนในประเทศ จะพบว่า มีการปรับตัวเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้รับเชื้อจากผู้อื่น และการป้องกันตัวเองไม่ให้แพร่เชื้อให้ผู้อื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

การใช้ชีวิตประจำวัน

การดำเนินชีวิตภายใต้ความระมัดระวัง นอกจากเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย และการพกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือแล้ว  ต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม 1-2 เมตร ถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น เนื่องจากไวรัสนั้นสามารถติดต่อได้ผ่านละอองขนาดเล็กที่มาจากการไอหรือจามได้ ซึ่งถ้าหากอยู่ใกล้ชิดกันเกินไป ก็อาจจะสูดเอาไวรัสเข้าร่างกายได้

การเรียน การสอนออนไลน์

ซึ่งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาได้เปลี่ยนรูปแบบ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนจำนวนมากทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่การศึกษาที่ต้องเปลี่ยนรูปแบบเป็นการเรียนผ่านระบบออนไลน์แทน เพื่อไม่ให้การเรียนต้องหยุดชะงักลงบาคาร่า

การซื้อของออนไลน์

ด้วยความจำเป็นที่หลายคนต้องกักตัวเองเป็นเวลา 14 วัน หรือการประกาศปิดห้าง ปิดร้านค้า ทำให้หาซื้อสินค้าจำเป็นได้ยาก จะออกไปไหนก็กลัวติดไวรัส “การซื้อสินค้าออนไลน์” ที่สามารถสั่งของแบบสบายๆ ผ่านแอพบนมือถือ หรือบนเว็บไซต์  จึงกลายมาเป็นช่องทางการซื้อของที่ตอบโจทย์กับปัญหาในช่วงนี้

ขณะที่ร้านค้าต่างๆ เอง ก็ต้องปรับตัวมาทำการขายออนไลน์ เจาะกลุ่มสินค้าที่จำเป็นสามารถปรับตัวและขายได้อย่างต่อเนื่อง ตามความต้องการที่มากขึ้น ขณะที่สินค้าไม่จำเป็น หรือสินค้าฟุ่มเฟือย ก็ขนมา Sale จัดโปรโมชั่นมาทำการตลาด เพื่อรักษาฐานของลูกค้าตัวเองเอาไว้

เข้าบ้านก่อน 4 ทุ่ม

ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในการประกาศ “เคอร์ฟิว” ทั่วประเทศ ระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น. ของทุกวัน อาจจะส่งผลกระทบบ้างในการทำกิจกรรมต่างๆ ของหลายคน และโดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งยังไม่คุ้นชินกับการประกาศ “เคอร์ฟิว” เพราะตั้งแต่เติบโตมายังไม่เคยเจอมาก่อน อาจต้องปรับตัวในการใช้ชีวิต แต่ก็ต้องทำเพื่อชาติ เพื่อร่วมกันหยุดไวรัสโควิดไม่ให้แพร่กระจายไปทั่วให้ได้ufabet

การกักตุนอาหาร

สถานการณ์กักตุนอาหารยังไม่ดีขึ้น บนโลกออนไลน์ ได้เผยภาพคนกักตุนอาหารถึงเที่ยงคืน โดยเฉพาะพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อต่าง ๆ ของเกลี้ยงชั้น และทันทีที่พนักงานมาเติมของ ก็จะมีคนมารอซื้อทันที

นอกจากนี้ น้ำดื่มยังเกลี้ยงทุกชั้น ข้าวสาร ไข่ ก็เริ่มหายาก และลามไปถึงกระดาษชำระ รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานอื่น ๆ ด้วย

พักปาร์ตี้ สังสรรค์

อย่างเช่นสถานบันเทิงตอนนี้ถูกสั่งปิด และแหล่งที่ชุมนุมเยอะ โดยการดื่มแอลกอฮอล์แก้วเดียวกัน นั่งรวมกลุ่มกันในที่แออัดเป็นเวลานานๆ ซึ่งผลจากการปิดสถานบันเทิง ซึ่งถือเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 นั้น ก็ทำให้คนต้องงดการสังสรรค์ในช่วงนี้ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อด้วย

งดการจัดงานเนื่องในโอกาสต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานบวช เป็นต้น

ถ้ามีการจัดงาน จะเกิดการรวมกลุ่มเป็นเวลานานๆ อาจเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ ดังนั้นควรเลื่อนงานต่างๆ ออกไปก่อน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส

ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

ผู้คนหันมาสนใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น สังเกตอาการของตัวเอง แม้บางคนอาจจะเข้าขั้นวิตก การหันมาเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ทั้งเรื่องอาหารการกิน กินร้อน ช้อนตัวเอง ล้างมือ การออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งการทำประกันชีวิต

Work From Home

ช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด – 19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ตอนนี้ เชื่อว่าหลายออฟฟิศได้เข้าสู่กระบวนการทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home

พฤติกรรมการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่มองหาการทำงานแบบอิสระ ให้คุณค่าทั้งงาน และการเดินทางเพื่อรับประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับชีวิต เมื่อเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเข้าถึงคนส่วนใหญ่ ผ่านทางอุปกรณ์ส่วนตัวได้ อย่างแลปท็อป สมาร์ทโฟน จึงช่วยเทรนด์การทำงานที่บ้านชัดเจนขึ้น สามารถทำงาน และสื่อสารกันที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในอนาคต โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น หรือระบาดตามฤดูกาล แต่ทุกคนก็ยังต้องระวัง ป้องกันตัวเองอยู่เสมอ เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนที่ป้องกัน หรือรักษาโรคโควิด-19 ได้ ดังนั้นการเริ่มปรับตัวให้เกิดความเคยชิน ถือเป็นเรื่องจำเป็น และไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนๆ ควรรักษาระยะห่าง ใส่แมส และ พกเจลฆ่าล้างมือ เพราะทุกคนก็ไม่อยากได้รับเชื้อ หรือต้องการเป็นคนแพร่เชื้อให้ผู้อื่น.